Biggest Lessons From My HBS Experience

*Thai version below HBS has been a completely eye-opening experience for me. As a kid who has spent my entire life in my small world in Thailand, I’ve encountered so many people and situations that I would not have had the chance to be exposed to in my life. I’m just going to skip over… Continue reading Biggest Lessons From My HBS Experience

เริ่มต้นค้นหา เราคือใคร?

วิธีที่ดีที่จะฝึกการรู้จักตัวเองได้วิธีนึง มาจาก Johari’s Window ลองดูตามรูปประกอบเลย ลักษณะของเรา สามารถแบ่งได้สี่แบบ คือ 1. รู้และเปิดเผย 2. รู้เพียงคนเดียว 3. คนอื่นรู้ เราไม่รู้ 4. ไม่มีใครรู้ สิ่งที่เราสามารถทำได้ง่ายๆ คือจับกลุ่มกับกลุ่มเพื่อน และให้แต่ละคน list ลักษณะของตัวเองและคนอื่นๆ ออกมาซัก 5-10 อย่าง แล้วเอามาแบ่งปันกัน สิ่งที่รู้และเปิดเผย ก็ตรงไปตรงมาอยู่ ลักษณะที่คนอื่นเห็นว่าเรามี แล้วเราก็เห็นด้วยว่าเรามี ลักษณะที่คนอื่นบอกว่าเรามี แล้วเราไม่เคยรู้มาก่อน ตอนนี้ก็จะเป็นสิ่งที่เรารู้และเปิดเผย หรือว่ามันเป็นสิ่งที่เรามั่นใจว่าเราไม่ใช่ เราก็จะได้รู้ว่า คนอื่นอาจเห็นเรามีลักษณะนี้ เราก็จะรู้ว่าทำไมถึงมีการเข้าใจผิดเกิดขึ้น แล้วปรับการกระทำของเราเอง ส่วนลักษณะที่เรารู้ว่าเรามี แต่คนอื่นไม่รู้ ตอนนี้เพื่อนของเราก็จะรู้ แล้วเราก็สามารถได้ปรับการกระทำของเรา ให้คนอื่นได้รู้ตัวตนของเราที่เราอยากให้เค้ารู้มากขึ้น ส่วนกล่องสุดท้าย ซึ่งไม่มีใครรู้เลย มันจะค่อยๆเล็กลงไปเรื่อยเมื่อเรามีความรู้และเปิดเผยมากขึ้น สิ่งที่รู้และเปิดเผย จะเป็นสิ่งที่ทำให้เราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ที่สุด เพราะเราจะสามารถใช้ชีวิตได้ตรงกับสิ่งที่เราเป็นจริงๆ โดยไม่ต้องปิดบังอะไร และเราควรที่จะทำให้ลักษณะของเรา มาอยู่ในกล่องนี่ให้มากที่สุด  

เติบโตเป็นผู้ใหญ่: กำหนดตัวเอง หาตัวตน ตั้งอุดมคติ

บทความนี้จะอธิบายวิธีที่จะเติบโตจากระดับ 3 เป็นระดับ 4 ตาม Keegan’s Theory of Adult Development ซึ่งนิกได้เขียนอธิบายไว้ใน โพสก่อนหน้านี้ https://nextmeblog.wordpress.com/2018/01/14/รู้ได้ยังไงว่าตัวเองเป/ ทบทวนสั้นๆ ระดับ 3 คือการที่เราสามารถมีความเห็นใจคนอื่น และคิดถึงสังคมส่วนรวม แต่เรายังถูกกำหนดโดยสิ่งภายนอกเป็นหลัก ระดับ 4 คือ การที่กำหนดสิ่งที่ตัวเองอยากจะเป็น/ทำได้ รู้จักตัวตนของตัวเอง มีอุดมคติเป็นของตัวเอง ไม่ได้คิดตามคนอื่นเป็นหลัก แล้วที่ไม่พูดถึงการเปลี่ยนจากระดับ 2 เป็น 3 ก็เพราะว่าหลักๆมันคือ คิดถึงคนอื่นซะบ้าง ไม่ใช่เห็นแก่ตัวเองอย่างเดียว มันควรจะง่าย แน่นอนมันก็มีบางคนที่ทำไม่ได้ แต่จะขอไม่โฟกัสตรงนี้ ส่วนระดับ 4 ไป 5 นิกเองยังไม่เข้าใจ 100% เลยจะขอไม่ลงรายละเอียด หลักๆแล้ว การที่จะก้าวไประดับ 4 ได้คือการรู้จัก “คิดเอง” ได้ ว่าอะไรถูกผิด ควรไม่ควร เหมาะสมกับตัวเราที่จะทำ แล้วการที่จะคิดเองได้ สิ่งที่เราต้องมีคือความ “ชัดเจน”… Continue reading เติบโตเป็นผู้ใหญ่: กำหนดตัวเอง หาตัวตน ตั้งอุดมคติ

รู้ได้ยังไงว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่? – When do you know you’re an adult?

แน่นอนว่าเราต้องเคยรู้สึกเคยเห็นหลายคนโตเป็นควายแต่ก็ทำตัวเหมือนเด็ก และแน่นอนว่าบางครั้ง ถึงแม้เราเองอาจจะไม่ยอมรับ เราเองก็ทำตัวเหมือนเด็ก แต่ว่าไอ้การทำตัวเป็นเด็ก หรือการเป็น “ผู้ใหญ่” มันคืออะไรด้วยซ้ำ ให้อธิบายมันก็พูดไม่ค่อยจะถูก จากคอร์ส ALD ที่ได้เรียนในส่วนของการสร้างการ “รู้ตัวเอง” หรือ Self-awareness ได้มีการกล่าวถึง “Keegan’s Theory of Adult Development” ซึ่งกำหนดการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ไว้ 5 ระดับ คำถามที่ว่า “เราเป็นผู้ใหญ่รึยัง?” เป็นคำถามที่นิกยังตอบไม่ได้ และในคลาสเรียน ก็ได้เห็นว่ามีเพื่อน (อายุเฉลี่ยยี่สิบปลายๆ) อีกหลายคนที่ยังไม่แน่ใจ Keegan ได้กล่าวไว้ว่า การเติบโตของผู้ใหญ่มันไม่ชัดเจนเหมือนการเติบโตของเด็ก แถมการเติบโตนี้มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุของคนเล้ย การเป็นผู้ใหญ่ ไม่ใช่การทำอะไรเก่งขึ้น หรือการเรียนรู้อะไรมากมาย แต่การเป็นผู้ใหญ่มันคือการ “เปลี่ยนแปลงวิธีที่เรารับรู้และเข้าใจโลก” ก่อนที่จะไปรู้ว่าแต่ละระดับในการเป็นผู้ใหญ่นี้คืออะไรบ้าง เราต้องเข้าใจแนวคิดหลักของเค้าก่อน ซึ่งก็คือ ยิ่งเราเป็นผู้ใหญ่ เราจะสามารถแยกตัวของเรา ออกจากสิ่งต่างๆได้ เค้าได้นิยาม “Subject” =  ฉันเป็น และ “Object” = ฉันมี การเป็น… Continue reading รู้ได้ยังไงว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่? – When do you know you’re an adult?

อดีตของเรากำหนดตัวเราในวันนี้?

ลองนึกถึงช่วงชีวิตของเราบางช่วง ที่รู้สึกว่าชีวิต ‘ยาก’ สุดๆ เชื่อว่าทุกคนต้องเจออะไรแบบนี้มาแล้วหลายครั้งในชีวิต และไม่ว่าเราจะสามารถผ่านช่วงชีวิตนั้นได้อย่าง ‘สำเร็จ’ หรือไม่ เหตุการณ์เหล่านั้นมันทำให้ตัวเรา ‘เปลี่ยนไป’ นี่ทำให้เราอาจจะคิดว่าตัวเราเป็นแบบนี้ในวันนี้ เพราะเหตุการณ์ต่างๆที่เคยเกิดขึ้นกับเราในอดีต แต่ว่าความคิดนี้มัน ‘จริงแค่ครึ่งเดียว’ ตัวเราในวันนี้ ถูก ‘หล่อหลอม’ด้วย สิ่งที่เรา ‘เลือก’ จะเรียนรู้ จากเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นกับเรา นาย A กับนาย B ไปประกวดร้องเพลง และได้เข้าไปถึงรอบสุดท้ายทั้งคู่ แต่ทั้งคู่ก็ไม่สามารถคว้ารางวัลมาได้ซักอย่าง ทั้งคู่เสียใจมาก แต่นาย A คิดว่าเค้าควรจะล้มเลิกการร้องเพลงไปซะเลย ส่วนนาย B เลือกที่จะเห็นมันเป็นเรื่องเล็ก และพยายามฝึกซ้อม เพื่อที่จะลองใหม่ในปีถัดไป เพราะฉะนั้น เมื่อเรารู้สึกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราในอดีต มันรั้งให้เราไม่ยอมทำอะไรซักอย่าง ตระหนักไว้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเนี่ย มันไม่ใด้กำหนดชีวิตเรา การ ‘ตีความ’ สิ่งที่เกิดขึ้นกับเราต่างหาก ที่กำหนดตัวเราในวันนี้

รู้จักตัวเองจากความกลัว

ในเทศกาล Halloween นี้ คงจะมีกิจกรรม theme ผีๆ ปีศาจๆ อะไรพวกนี้ ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่ควรจะ ‘น่ากลัว’ พอเราโตๆกันแล้วก็เลิกกลัว เห็นเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องสนุกกันหมด พอโตๆกันแล้ว เรื่องน่ากลัวในชีวิตก็ยังมีอยู่ แต่สิ่งที่เรากลัว มันเป็นอะไรที่เป็นจริงๆมากๆเลยนี่สิ ในการที่จะถามตัวเองว่าสิ่งอะไรสำคัญที่สุดในชีวิตของตัวเอง มันไม่ใช่อะไรง่ายๆ ต้องคิดจากหลายๆมุม และหนึ่งในมุมที่เราควรจะมอง ก็คือ เรา ‘กลัว’ อะไรมากที่สุดในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นกลัวไม่มีความสุขเรื่องครอบครัว เรื่องความรัก หรือเรื่องอาชีพการงาน เรื่องเงิน ความกลัวของแต่ละคน คงจะไม่เหมือนกัน ลองถามตัวเองดูว่าเรากลัวอะไรที่สุด มันจะบอกเราได้ว่าเราให้ความสำคัญกับอะไรในชีวิต แฮ่!!!!

Life Story – เรื่องราวชีวิต

ในเส้นทางของการพัฒนาผู้นำจากตัวตนที่แท้จริงของเรา สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือต้องมองสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตเราก่อนว่ามันเป็นยังไงบ้าง ลองนึกถึงตอนที่เราเล่าเรื่องของเราเองให้คนอื่นฟัง เวลาที่เล่าให้คนละคนฟัง ทำไมเรื่องเล่ามันไม่เหมือนกัน แล้วเรื่องไหนล่ะ ที่เป็นเรื่องที่ ‘ตรง’ กับตัวตนที่แท้จริงของเรา? คำถามง่ายๆแบบนี้ แต่คำตอบมันยาก ถ้าใครหวังว่าจะเจอวิธีง่ายๆที่จะอ่านเจอคำตอบจากบทความนี้ ขอแสดงความเสียใจด้วย เพราะฉะนั้นแทนที่จะพยายามหาคำตอบตอนนี้เลยว่าเรื่องไหนตรงกับเราสุด เรามาทำสิ่งที่ ‘ตรงข้าม’ เลยดีกว่า ลองเล่ารื่องราวของเรา ในสองมุม มุมที่มองโลกในแง่บวกสุดๆ กับมุมที่เป็นแง่ลบสุดๆ แล้วลองสังเกตดูว่าเราเล่าเรื่องตัวเองยังไงบ้าง สำหรับนิกเอง แง่บวก รู้สึกว่ามันเขียนออกมาง่ายๆ แต่มันแทบไม่มีอะไรให้อธิบายให้คนอื่นฟังเท่าไหร่ แต่พอมาเล่าแง่ลบ รู้สึกต้องอธิบายให้คนอื่นเข้าใจ ว่าทำไมมันถึงเป็นอย่างนี้ และเพื่อนๆในกลุ่มนิกก็รู้สึกแบบนี้เหมือนกันเป๊ะ แล้วในการที่ต้อง ‘อธิบายเพิ่ม’ เนี่ยแหละ มันทำให้เราได้เรียนรู้บางอย่างเกี่ยวกับตัวเอง ที่อาจไม่เคย ‘สังเกต’ เห็นมาก่อน สิ่งที่เราได้รู้จากขั้นตอนแรกของ วิชา ALD นี้เนี่ย มันก็ไม่ได้มีประโยชน์ในตัวมันเองเท่าไหร่ แต่มันเป็นหนึ่งในพื้นฐาน ในการที่เราจะค้นหาตัวเองต่อไป ซึ่งเดี๋ยวนิกก็จะเอามาแชร์ในบทความต่อๆไป ใครสนใจก็ติดตามอ่านต่อไปนะครับ