อดีตของเรากำหนดตัวเราในวันนี้?

ลองนึกถึงช่วงชีวิตของเราบางช่วง ที่รู้สึกว่าชีวิต ‘ยาก’ สุดๆ เชื่อว่าทุกคนต้องเจออะไรแบบนี้มาแล้วหลายครั้งในชีวิต และไม่ว่าเราจะสามารถผ่านช่วงชีวิตนั้นได้อย่าง ‘สำเร็จ’ หรือไม่ เหตุการณ์เหล่านั้นมันทำให้ตัวเรา ‘เปลี่ยนไป’ นี่ทำให้เราอาจจะคิดว่าตัวเราเป็นแบบนี้ในวันนี้ เพราะเหตุการณ์ต่างๆที่เคยเกิดขึ้นกับเราในอดีต แต่ว่าความคิดนี้มัน ‘จริงแค่ครึ่งเดียว’ ตัวเราในวันนี้ ถูก ‘หล่อหลอม’ด้วย สิ่งที่เรา ‘เลือก’ จะเรียนรู้ จากเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นกับเรา นาย A กับนาย B ไปประกวดร้องเพลง และได้เข้าไปถึงรอบสุดท้ายทั้งคู่ แต่ทั้งคู่ก็ไม่สามารถคว้ารางวัลมาได้ซักอย่าง ทั้งคู่เสียใจมาก แต่นาย A คิดว่าเค้าควรจะล้มเลิกการร้องเพลงไปซะเลย ส่วนนาย B เลือกที่จะเห็นมันเป็นเรื่องเล็ก และพยายามฝึกซ้อม เพื่อที่จะลองใหม่ในปีถัดไป เพราะฉะนั้น เมื่อเรารู้สึกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราในอดีต มันรั้งให้เราไม่ยอมทำอะไรซักอย่าง ตระหนักไว้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเนี่ย มันไม่ใด้กำหนดชีวิตเรา การ ‘ตีความ’ สิ่งที่เกิดขึ้นกับเราต่างหาก ที่กำหนดตัวเราในวันนี้ Advertisements

รู้จักตัวเองจากความกลัว

ในเทศกาล Halloween นี้ คงจะมีกิจกรรม theme ผีๆ ปีศาจๆ อะไรพวกนี้ ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่ควรจะ ‘น่ากลัว’ พอเราโตๆกันแล้วก็เลิกกลัว เห็นเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องสนุกกันหมด พอโตๆกันแล้ว เรื่องน่ากลัวในชีวิตก็ยังมีอยู่ แต่สิ่งที่เรากลัว มันเป็นอะไรที่เป็นจริงๆมากๆเลยนี่สิ ในการที่จะถามตัวเองว่าสิ่งอะไรสำคัญที่สุดในชีวิตของตัวเอง มันไม่ใช่อะไรง่ายๆ ต้องคิดจากหลายๆมุม และหนึ่งในมุมที่เราควรจะมอง ก็คือ เรา ‘กลัว’ อะไรมากที่สุดในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นกลัวไม่มีความสุขเรื่องครอบครัว เรื่องความรัก หรือเรื่องอาชีพการงาน เรื่องเงิน ความกลัวของแต่ละคน คงจะไม่เหมือนกัน ลองถามตัวเองดูว่าเรากลัวอะไรที่สุด มันจะบอกเราได้ว่าเราให้ความสำคัญกับอะไรในชีวิต แฮ่!!!!

Life Story – เรื่องราวชีวิต

ในเส้นทางของการพัฒนาผู้นำจากตัวตนที่แท้จริงของเรา สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือต้องมองสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตเราก่อนว่ามันเป็นยังไงบ้าง ลองนึกถึงตอนที่เราเล่าเรื่องของเราเองให้คนอื่นฟัง เวลาที่เล่าให้คนละคนฟัง ทำไมเรื่องเล่ามันไม่เหมือนกัน แล้วเรื่องไหนล่ะ ที่เป็นเรื่องที่ ‘ตรง’ กับตัวตนที่แท้จริงของเรา? คำถามง่ายๆแบบนี้ แต่คำตอบมันยาก ถ้าใครหวังว่าจะเจอวิธีง่ายๆที่จะอ่านเจอคำตอบจากบทความนี้ ขอแสดงความเสียใจด้วย เพราะฉะนั้นแทนที่จะพยายามหาคำตอบตอนนี้เลยว่าเรื่องไหนตรงกับเราสุด เรามาทำสิ่งที่ ‘ตรงข้าม’ เลยดีกว่า ลองเล่ารื่องราวของเรา ในสองมุม มุมที่มองโลกในแง่บวกสุดๆ กับมุมที่เป็นแง่ลบสุดๆ แล้วลองสังเกตดูว่าเราเล่าเรื่องตัวเองยังไงบ้าง สำหรับนิกเอง แง่บวก รู้สึกว่ามันเขียนออกมาง่ายๆ แต่มันแทบไม่มีอะไรให้อธิบายให้คนอื่นฟังเท่าไหร่ แต่พอมาเล่าแง่ลบ รู้สึกต้องอธิบายให้คนอื่นเข้าใจ ว่าทำไมมันถึงเป็นอย่างนี้ และเพื่อนๆในกลุ่มนิกก็รู้สึกแบบนี้เหมือนกันเป๊ะ แล้วในการที่ต้อง ‘อธิบายเพิ่ม’ เนี่ยแหละ มันทำให้เราได้เรียนรู้บางอย่างเกี่ยวกับตัวเอง ที่อาจไม่เคย ‘สังเกต’ เห็นมาก่อน สิ่งที่เราได้รู้จากขั้นตอนแรกของ วิชา ALD นี้เนี่ย มันก็ไม่ได้มีประโยชน์ในตัวมันเองเท่าไหร่ แต่มันเป็นหนึ่งในพื้นฐาน ในการที่เราจะค้นหาตัวเองต่อไป ซึ่งเดี๋ยวนิกก็จะเอามาแชร์ในบทความต่อๆไป ใครสนใจก็ติดตามอ่านต่อไปนะครับ

พัฒนาผู้นำจากตัวตนที่แท้จริง – Authentic Leader Development

เทอมนี้นิกมีโอกาสได้ลงวิชา Authentic Leader Development (ALD) ซึ่งอาจจะเป็นวิชาที่ ‘แปลก’ ที่สุดของ Harvard Business School เลยก็เป็นได้ ทุกวิชาที่นี่มีเพื่อให้นักเรียนได้เข้าใจหลักการในการทำธุรกิจซักอย่างและสามารถนำไปปรับใช้ได้ แต่วิชานี้มีเพื่อให้นักเรียนได้เข้าใจ ‘ตัวเอง’ เพื่อที่จะได้นำไปปรับตัวเอง ให้เป็นผู้นำที่ดีขึ้น และแทนที่จะเป็นการเรียนเคสในห้องเรียนเป็นหลัก คลาสนี้จะเข้าห้องเรียนแค่ครึ่งเดียว และอีกครึ่งนึงจะเป็นการพูดคุยเกี่ยวกับหัวข้อประจำวัน กับ Leadership Development Group (LDG) ของเรา ซึ่งคือนักเรียน 6 คนที่ลงวิชานี้ โดยเราจะเจอ 6 คนเดิมนี้ ทุกอาทิตย์ เราจะได้รู้จักกันอย่างดี และตั้งใจที่จะ ‘พัฒนา’ ซึ่งกันและกัน และที่สำคัญมาก ก็คือเรื่องที่เล่าในนี้ ห้ามไปบอกคนอื่นต่อ มีรุ่นพี่ที่จบไปแล้วหลายคนบอกว่าเพื่อนที่ยังสนิทที่สุดหลังเรียนจบ คือเพื่อนจาก LDG นี่เอง และยังพูดคุยกันเพื่อช่วยพัฒนากันและกันต่อไป นอกจากนั้นทุกอาทิตย์ เราก็จะต้อง ‘ทบทวน’ สิ่งที่เราได้เรียนไป และเขียนอะไรก็ได้ที่เราอยากจะเขียนส่งอาจารย์ 1 หน้า ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึก ชอบไม่ชอบ อยากเข้าใจอะไรเพิ่ม… Continue reading พัฒนาผู้นำจากตัวตนที่แท้จริง – Authentic Leader Development

Consulting case interview

ใครก็ตามที่อยากทำงานด้าน Management Consulting จะต้องเตรียมตัวสำหรับวิธีการคัดเลือกที่เป็น standard ของสายงานนี้เลย ซึ่งก็คือ Case interview นิกเองได้ผ่าน process การเตรียมตัวและทำ Case interview มา และได้ฝึกงานกับบริษัท Roland Berger ซึ่งเป็นบริษัท Consulting ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป แต่นิกเองทำที่ Boston Office Case Interview คือการสัมภาษณ์ ตัวต่อตัว (เป็นส่วนใหญ่) โดยผู้สัมภาษณ์จะมีโจทย์ธุรกิจนึงอยู่ แล้วผู้ถูกสัมภาษณ์ จะต้องหาคำตอบให้กับปัญหานั้นให้ได้ ในเวลาสั้นๆ (ส่วนมากครึ่งชั่วโมง) และอธิบายให้ผู้สัมภาษณ์เข้าใจ นี่มันก็คล้ายๆกับสิ่งที่ Consultant จะต้องทำในงานจริง แค่เป็น “เวอร์ชั่นย่อ” ถ้าให้อธิบาย Case Interview แบบให้เข้าใจครบถ้วน คงจะต้องคุยกันยาวๆ เพราะกว่านิกเองจะเข้าใจจริงๆ ก็ไม่ใช่ง่ายๆ ส่วนประกอบแบบคร่าวๆ ของ Case Interview จะเริ่มด้วยโจทย์สั้นๆ ว่าบริษัทที่เราต้องแก้ปัญหาให้คืออะไร เค้ากำลังจะเจอสถานการณ์อะไร และสิ่งที่เค้าต้องการที่จะได้คืออะไร… Continue reading Consulting case interview

6 สิ่งสำคัญในการเลือกที่ฝึกงาน

สำหรับนักเรียน MBA แล้ว การฝึกงาน ถือว่าเป็นส่วนสำคัญมากๆของประสบการณ์ MBA เลย เป็นส่วนนึงของการเรียนรู้เราในช่วง 2 ปีนี้ แล้วแน่นอนว่ามันเป็นตัวสำคัญในการบ่งชี้ว่าเรียนจบแล้วเราจะทำอะไร Step แรกในการที่เราจะได้ฝึกงาน ก็แน่นอนว่าต้องเลือกที่ฝึกงานที่มันเหมาะกับเรา แล้วจากที่ได้เจอมาเองกับตัว กับการได้พูดคุยกับเพื่อนๆคนอื่น ก็ได้เห็นว่าสิ่งหลักๆที่ควรคำนึงถึงในการเลือกที่ฝึกงาน ประกอบไปด้วย: 1. learning potential เราจะได้เรียนรู้ และพัฒนาความสามารถตัวเองจากการฝึกงานได้มากน้อยแค่ไหน เช่น ถ้าเราไม่เคยทำงานด้าน marketing แล้วเลือกฝึกงานด้านนั้น ก็น่าจะเรียนรู้ได้มากกว่าฝึกงานใน function ที่เราเคยทำอยู่แล้ว อีกอย่างที่ต้องคำถึงคือความเสี่ยงในการที่จะได้เรียนรู้ เช่น สมมติฝึกงาน investment banking สิ่งที่เราจะได้ทำมันค่อนข้างชัดเจน แต่ถ้าฝึกงานกับ startup เล็กๆ ก็เสี่ยงสูงมาก เพราะเราไม่รู้แน่นอนว่าเราจะเข้าไปทำอะไรบ้าง ทิศทางของบริษัทยังไม่แน่นอนเลย จะเอาความแน่นอนอะไรกับสิ่งที่เค้าจะให้เด็กฝึกงานทำ 2. profile repositioning ถ้าอยากย้ายสายงาน โอกาสที่จะเปลี่ยนสายตอนฝึกงาน ง่ายกว่าตอนสมัครงาน full time สมมติ อยากเปลี่ยนจาก background ด้าน… Continue reading 6 สิ่งสำคัญในการเลือกที่ฝึกงาน

Resume สมัครงาน vs สมัคร MBA

จากที่ได้สมัครเรียนพวก MBA top schools กับสมัครงานมา แล้วก็ติดที่ Harvard กับได้ฝึกงาน management consulting ที่บอสตัน เลยอยากเขียน guide ทำ resume บ้าง แต่พวก guide ที่คนอื่นทำไว้ หลายๆอันนิกก็ว่าดีอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เห็นว่าไม่มีใครมาบอกชัดๆ คือ resume สำหรับการสมัครงานกับสมัครเรียน MBA นี่มัน”ต่างกัน”ยังไง แล้วถ้าเราไม่เข้าใจความแตกต่างตรงนี้ เวลาสมัครจริงๆ มันตัดโอกาสเราไปมากๆเลย ถ้าอยากได้รายละเอียดวิธีเขียนเป็นเรื่องเป็นราว ก็ไปดู guide อื่นๆด้วย ความคิดหลายๆคน (รวมถึงตัวเองตอนแรกๆ) ก็คือ resume สมัครเรียนเรามันทำให้เราติดที่ติดยากๆแบบนี้ได้ มันก็ต้องดีอยู่แล้ว ใช้สมัครงานได้สบายๆ แต่พอมานั่งดูดีๆ มันต้องเปลี่ยนหลายอย่างเหมือนกัน หน้าที่หลักของ resume คือการบอกว่าเรา”เก่ง”ยังไง แต่ความแตกต่างทั้งหมด มันมาจากการที่ คนที่โปรแกรม mba ต้องการมัน”กว้าง” ส่วนคนที่บริษัทต้องการมัน”เฉพาะเจาะจง” วิธีเขียน resume สมัคร mba: Mba… Continue reading Resume สมัครงาน vs สมัคร MBA