“ทำยังไงถึงติดเหรอ?”

“พี่ทำยังไงถึงติดเหรอ” คำถามนี้เป็นคำถามยอดฮิตที่นักเรียน/ศิษย์เก่า MBA Top Univ. โดนถาม
ไปพวก info session งานไหนของมหาลัยไหนก็ต้องมีคนถามคำถามนี้ แล้วคำตอบที่ได้ก็จะประมาณ “เอาจริงนะ พี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน” มีคนเก่งๆสมัครมาตั้งเยอะ ก็ไม่แน่ใจว่าคนคัดเลือกเค้าชอบพี่ตรงไหน

ก็ถูกของเค้าแหละ นิกก็ไม่รู้ว่า Admissions Committee ของ Harvard  ประทับใจอะไรในตัวนิกเป็นพิเศษ มันไม่ได้มีอะไรในตัวเราที่ทำให้เรารู้ว่าเราติดชัวร์ แต่ตอนนั้น นิกรู้ว่านิก ‘ดีพอ’ ที่จะให้เค้าเลือกเรา นิกพัฒนา profile ของตัวเอง ในทุกๆด้านที่จะทำได้ มีอะไรยังเป็นจุดอ่อน ก็จัดการปรับปรุงมันซะ

เน้นว่า เราต้องพยายามปรับปรุง ‘ทุกด้าน ‘ ที่จะส่งผลต่อการติด MBA รวมไปถึง:

  1. GMAT / TOEFL: อันนี้เป็นอันที่หลายๆคนทุกข์ทรมาณกับมัน อยากติด Top U ก็ควร GMAT 700+ อย่างต่ำสุดๆจริงๆ ก็ 650 แต่ก็จะทำให้ต้องโดดเด่นในด้านอื่นมากๆ ไม่งั้นหมดหวัง
    ส่วน TOEFL นี่เค้าจะไม่ให้ความสำคัญมาก บางทีไม่เอาด้วยซ้ำ ขอแค่ให้ผ่านเกณฑ์ของมหาลัยก็พอ
    นิกเองได้ GMAT 760 กับ TOEFL 116  ซึ่งทำให้ด้านนี้นิกดูดีเลย
    Tips for GMAT+TOEFL: Coming Soon
  2. Professional Achievements: อันนี้ยากที่สุดแล้วแหละ เพราะถ้าจะให้ดีมันไม่ใช่แค่การเขียนเรื่องของตัวเอง ให้ฟังดูดี มันอยู่ที่การเตรียมตัว และคิดเป็นปี ว่าเราจะทำอะไรบ้าง ที่จะทำให้เรามีความโดดเด่นในการงาน แถมเรายังต้องทำสิ่งที่เราอยากทำให้สำเร็จ เส้นทางของแต่ละคนแตกต่างกันมาก คำตอบว่าควรทำอะไร มันต้องค้นหาด้วยตัวเอง แต่ข้อแนะนำนึงก็คืออย่าลืมเป้าหมายของเรา คิดไว้ว่าที่เราทำงานอยู่ทุกวัน มันจะช่วยให้เราโดดเด่นมากขึ้นได้อย่างไร
  3. Goals:  อันนี้มาคู่กับข้อสอง เพราะว่า achivements ของเรามันไม่ใช่แค่ต้องโดดเด่น แต่ต้องสอดคล้องกับเป้าหมายของเรา สิ่งที่เราทำวันนี้ กับสิ่งที่เราจะได้จากการไปเรียน MBA จะต้องปูพื้นสำหรับสิ่งที่เราอยากจะทำในอนาคต
    Goals and Achievements ของนิก ถ้าสนใจ ดูได้ที่ LinkedIn
  4. Personal Life: เค้าไม่ได้แค่อยากรู้ว่าเราฉลาด และทำงานเก่ง เค้าอยากรู้จักตัวตนของเรานอกเหนือจากเรื่องงานด้วย สิ่งที่หลายๆคนคิดว่าต้องแสดงในตรงนี้ คือการแสดงว่าเราเป็นคนดีของสังคม ซึ่งนิกขอฟันธงเลยว่ามัน “ไม่จำเป็น” หลายๆคนไปทำกิจกรรมจิตอาสาโครงการอะไรซักอย่าง ตอนปีที่สมัคร โคตรจะไม่ชัดเจนเล้ย ถ้าชอบทำอะไรเพื่อสังคมเป็นประจำอยู่แล้วเนี่ยดีมาก แต่ถ้ามันไม่ใช่ตัวเรา แนะนำว่าเสนอด้านอื่นดีกว่า อะไรก็ได้เลยแหละที่เราชอบทำเวลาว่าง เช่น เล่นดนตรี ท่องเที่ยว ทำอาหาร หรือว่าจะเป็นธุรกิจที่เราทำนอกเหนือจากงานหลักก็ได้
  5. Interview:  อันนี้เป็นอะไรที่หลายๆคนละเลย ก็หวังว่าคงไม่มีใครถึงกับเข้าไปด้นสดนะ แต่ว่าการเตรียมตัวสำหรับด่านนี้ของหลายๆคน ยังสามารถทำดีได้กว่านี้อีก
    MBA Interview Preparation Guide:
    https://nextmeblog.wordpress.com/2016/09/05/ทำไมถึงอยากเข้าที่นี่ค/
  6. Knowledge of the School: เค้าต้องการรู้ด้วยว่าเรารู้เกี่ยวกับโปรแกรม เกี่ยวกับมหาลัยที่เราอยากเข้ามากน้อยแค่ไหน ลองหาข้อมูลจากเว็บ จากการคุยกับศิษย์เก่า และจากการไป information session นอกเหนือจากการเพิ่มโอกาสของเราในการติด มันจะทำให้เรารู้ด้วยว่าเราเหมาะกับการเรียนที่ไหนมากกว่ากัน

key ของการติดที่ดีๆ คือการ ‘เตรียมตัวดีๆ พัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง’ ไม่ใช่แค่การทำ application ให้ดูดีอย่างเดียว
อยากเข้าที่ดีๆ ก็ต้องพยายามมากๆ ใช้ความอยากของเรานี่แหละเป็นเชื้อเพลิงให้เรายอมเหนื่อย Build Profile ตัวเอง แต่ผลออกมา พูดได้เต็มๆปากว่า ‘คุ้ม’ สุดๆ

พรุ่งนี้ต้องเก่งกว่าเดิม

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s