หาคำตอบให้ชีวิต ด้วยแนวคิด Startup

ไม่กี่อาทิตย์ที่ผ่านมา นิกได้โอกาสเข้าร่วมโครงการ HBS Startup Bootcamp ซึ่งให้โอกาสนักเรียน HBS ได้นำไอเดียทำ Startup ของตัวเอง มาผ่าน Process การพัฒนาไอเดีย ให้พร้อมมากขึ้นสำหรับการพัฒนาเป็นธุรกิจจริงๆ
ตอนกลางวันเค้าก็จะสอนหลักการและเครื่องมือต่างๆ ที่เอาไว้ใช้พัฒนาไอเดีย รวมไปถึงการเตรียม Business Model design & validation, Sales & Marketing, Seed Financing, Team and Founder issues
แล้วก็จะมี Guest speakers ที่เป็น Entrepreneur หรือ VC มาพูดทุกๆวัน
ส่วนตอนเย็นกับวันหยุด ก็ให้เอาเวลาไปพัฒนาไอเดียของตัวเองจากสิ่งที่ได้เรียนมา
และตอนวันสุดท้าย ก็จะมีให้ลอง pitch ไอเดียกับ VC จริง เพื่อได้รับ “feedback” จากผู้เชี่ยวชาญ (บางคนถึงกับได้รับนามบัตรแถม เพราะ VC ชอบไอเดีย)

สิ่งที่นิกอยากนำมาแบ่งปันกับทุกคน แม้ว่าไม่ได้สนใจเรื่อง Startup ก็คือ “Hypothesis-Driven Entrepreneurship Process” หรือกระบวนการสร้างธุรกิจที่นำโดยข้อสันนิษฐาน ซึ่งเป็นวิธีที่คนในวงการ Startup ส่วนมากเห็นว่าเป็นกระบวนการที่เหมาะที่สุดในการ “พัฒนา” ไอเดียที่มีความไม่แน่นอน ให้กลายเป็นธุรกิจ โดยไม่ต้องลงทุนมาก

กระบวนการนี้เริ่มที่การสร้าง”วิสัยทัศน์” วางภาพในอนาคตว่าด้วยstartup นี้ โลกจะเป็นยังไง จะดีขึ้นยังไง ปัญหาไหนหายไป เช่น ด้วย startup นี้ คนในกทม. จะไม่ต้องเสียเวลาไปตลาด/supermarket บ่อยๆ

ถัดไป เราจะสร้าง Business model ที่จะนำเราไปสู่วิสัยทัศน์ ขึ้นมา โดยที่ business model นี้ จะประกอบด้วย “ข้อสันนิษฐาน” ต่างๆ ที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจริงหรือไม่จริง เช่น ผู้ใช้ไม่เห็นความสำคัญของการต้องเห็นและจับสินค้าก่อนซื้อ, ผู้ใช้สะดวกกับการสั่งของล่วงหน้า 1 วัน, ผู้ใช้ยอมที่จะจ่าย 50 บาทสำหรับค่าส่งของ, ฯลฯ

ต่อไป แทนที่เราจะสร้าง product เต็มๆของเราออกมาเพื่อมา “ทดสอบ” ข้อสันนิษฐานของเรา สิ่งที่เราควรทำคือสร้าง “Minimum Viable Product (MVP)” ซึ่งคือผลิตภัณฑ์ที่”เรียบง่าย”ที่สุดที่สามารถทดสอบข้อสัณณิษฐานของเราได้ เช่น แทนที่จะสร้าง app ออกมาแบบใช้ได้เต็มๆ พร้อมระบบ เราแค่อาจจะแค่สร้างหน้าเว็บที่มี catalog สินค้า แล้วให้ลูกค้าสั่งซื้อกับพนักงานทางโทรศัพท์ แค่นี้ก็จะได้”ข้อมูล”เกี่ยวกับพฤติกรรมของลูกค้าหลายๆอย่างโดยไม่ต้อง “เสียเงินเสียเวลา” สร้าง app หรูๆ ไปโดยที่ยัง “ไม่รู้” ว่าบริการแบบนี้เป็นสิ่งที่ลูกค้าต้องการรึเปล่า

พอได้ผลจากการทดสอบ MVP เราก็สามารถตัดสินใจว่าเราควร “ล้มเลิก” “ปรับเปลี่ยน” หรือ “ไปต่อ”
ถ้าเราเลือกที่ล้มเลิก เพราะสิ่งที่คิดไว้ห่างจากความเป็นจริงสุดๆ ก็ “ไม่ใช่เรื่องใหญ่” เพราะเราไม่ได้ลงทุนเงินหรือเวลาไปมากมายกับไอเดียนี้ ตอนนี้เราว่างที่จะไปพัฒนาไอเดียอื่นต่อไป แถมเรายังได้ข้อมูลที่อาจจะมีประโยชน์สำหรับการพัฒนาไอเดียต่อไปของเราก็เป็นได้
ถ้าเราเลือกที่จะปรับเปลี่ยน เพราะมีบางอย่างที่ไม่เวิร์ก แต่ยังมีโอกาสสำเร็จได้หากเปลี่ยนบางจุด ก็ย้อนกลับไป”แก้ไข” วิสัยทัศน์ของเรา แล้วเริ่มกระบวนการใหม่ และคราวนี้ โอกาสสำเร็จมันก็มากกว่าครั้งแรก
ถ้าเราเลือกที่จะไปต่อ เพราะผลการทดสอบได้ยืนยันข้อสันนิษฐานของเรา ก็ดีเลย แต่อย่าลืมว่าเราต้องทดสอบข้อสัณณิษฐานของเราทุกข้อให้เรียบร้อยก่อนที่เราจะ”ทุ่มทุน” ขยายธุรกิจของเราให้สยายปีก

นิกคิดว่าแนวคิด Hypothesis-Driven Entrepreneurship น่าจะเอามาปรับใช้กับการค้นหาคำตอบให้กับชีวิตของเรา โดยเฉพาะคำตอบของคำถาม “เราเหมาะที่จะทำงานอะไร”
เปรียบความต้องการของเรา เป็นความต้องการของลูกค้า เป็นความต้องการที่เราไม่รู้อย่างแน่ชัด แค่พอมีไอเดียบ้างว่าความต้องการนั้นเป็นยังไง แต่ก็ไม่ได้มั่นใจ
และเปรียบงานในฝัน เป็นวิสัยทัศน์สตาร์ทอัพ ในจินตนาการของเรามันฟังดูหรูหรา และดีไปหมด แต่บ่อยครั้งที่ความเป็นจริงมันไม่ตรงกับความฝัน
แทนที่เราจะ “ทุ่ม” กับการได้ทำงานที่เราสนใจ ก่อนที่จะรู้ว่างานที่เราสนใจนั้นมันจะเหมาะกับเรามากน้อยแค่ไหน เราควรจะมาตั้ง “ข้อสันนิษฐาน” ให้กับงานนั้น และ “ทดสอบ”

เริ่มจากดึงวิสัยทัศน์ของเราออกมา ว่างานในฝันของเราคืออะไร สมมติว่าคือ นักดนตรี/นักแต่งเพลง แต่ภาพในหัวเราตอนนี้มันเป็นอะไรที่กว้างเหลือเกิน จะเริ่มตรงไหนดีล่ะ?
เราต้องแปลงวิสัยทัศน์เป็นอะไรที่จับต้องได้มากกว่านี้ เหมือน business model ที่มีข้อสัณณิษฐาน ที่พิสูจน์ได้หลายๆอย่าง เช่น เราชอบการซ้อมดนตรีวันละหลายๆชั่วโมง, เรายอมรับได้ถ้ารายได้ของเราจะไม่แน่นอน, เราสนุกกับการ entertain คนอื่น ฯลฯ
บางข้อสัณณิษฐาน เรามีคำตอบในหัวเรา แต่แน่นอน มันต้องมีหลายอย่างที่เราไม่รู้และต้อง “ทดสอบ” ด้วยหลายๆวิธี เช่น พูดคุยกับนักดนตรี ลองแต่งเพลง หาโอกาสเล่นดนตรีสด ฯลฯ
เมื่อเราได้คำตอบจากการทดสอบ เราก็จะมีข้อมูลในการตัดสินใจมากขึ้น
เราสามารถเลือกที่จะ”ล้มเลิก” เราจะไม่เสียเวลาไปกับการทำอะไรที่ไม่ใช่เลย
เราสามารถเลือกที่จะ “แก้ไข” ตอนนี้ เรารู้ว่าบางสิ่งมันใช่ บางสิ่งไม่ใช่  ความรู้นี้มันก็จะนำเราไปสู่วิสัยทัศน์ใหม่ที่เหมาะกับเรามากกว่าเดิม เช่น จะให้นั่งเล่นดนตรีทั้งวันมันไม่ไหวว่ะ แต่เราชอบความรู้สึกการแสดงบนเวทีมากเลย  เราอาจจะเหมาะกับการเป็นนักพูดมากกว่าก็ได้
เราสามารถเลือกที่จะ “ไปต่อ” กับสิ่งที่เราใช่กับมัน และตอนนี้เรามั่นใจมากขึ้น และสามารถ “ทุ่ม” ให้กับการทำอาชีพในฝันนี้อย่างเต็มที่มากขึ้น และเมื่อเราทุ่มกับมันได้เต็มๆ โอกาสสำเร็จมันก็ย่อมมากกว่า

ลองปรับนิสัยของตัวเองให้ลองคิด และทดสอบ ไปเรื่อยๆ อย่าคาดหวังว่าจะต้องได้คำตอบที่ใช่ที่สุดในเร็ววัน แต่การคิดแบบนี้ ทำให้เรา “รู้จักตัวเอง” และ “ลดความเสี่ยง” ในการต้องเสียเวลาชีวิตมากๆ ไปกับอะไรที่ไม่ใช่

แล้วก็ขอทิ้งท้ายด้วยคำพูดที่ผู้ก่อตั้ง startup คนนึงที่ได้มาพูดในงาน Bootcamp
“For startups, ideas are only 1%, the remaining 99% is action”
การหาคำตอบให้กับชีวิตก็เช่นกัน

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s