เอาใจเขามาใส่ใจเรา

empathy  คือการเข้าใจ”ความรู้สึก”คนอื่น การเอาใจเขามาใส่ใจเรา มันเป็นอะไรที่มักถูกมองข้าม ขนาดคำว่า empathy เอง ยังเป็นคำที่ไม่ค่อยมีใครรู้ว่าแปลว่าอะไรเลย การเอาใจเขามาใส่ใจเรา ส่วนมากจะถูกใช้ในเรื่องความสัมพันธ์ซะเป็นส่วนใหญ่ เอาไว้ใช้แก้ปัญหาตอนคนทะเลาะกัน แต่ไม่ค่อยได้รับความสำคัญให้เป็นเรื่องที่ควรคิดถึงในการตัดสินใจอะไรซักเท่าไหร่ ยิ่งการตัดสินใจทางธุรกิจนี่ยิ่งหนัก เรื่องความรู้สึกนี่ไม่ค่อยมีใครไปเสียเวลานึกถึงมันเท่าไหร่ แต่เดี๋ยวนี้มีผลการวิจัยออกมามากมายว่า empathy เป็นส่วนสำคัญในการทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นด้าน operations, marketing, human resources, etc. และกำลังได้รับความสนใจมากขึ้น Harvard Business School เอง ก็ได้เน้น empathy ในการเรียนมากขึ้น เคสส่วนมากที่เรียน จะมี protagonist หรือว่า “ตัวเอก”  และเค้ามักจะต้องตัดสินใจอะไรสักอย่าง ซึ่งเป็นหน้าที่ของนักเรียนที่จะวิเคราะห์ข้อมูลในเคส และทำการตัดสินใจ เสมือนว่าเราเป็นตัวเอก และในเคส จะมีข้อมูลพื้นหลังของตัวเอกและสิ่งแวดล้อมอยู่ด้วย เพื่อให้เราได้ “สวมบทบาท” ของตัวเอกได้ดียิ่งขึ้น แต่เพียงการให้อ่านข้อมูล มันไม่สามารถสร้าง empathy ได้มากพอ เลยมีวิธีอื่นๆเสริมเข้ามาด้วย ในห้องเรียน สมมติเคสเกี่ยวกับธนาคารในสวีเดน เค้าก็จะให้คนที่เคยทำงานธนาคาร กับคนที่มาจากสวีเดน มาเล่าประสบการณ์ส่วนตัว… Continue reading เอาใจเขามาใส่ใจเรา

Playground

ในชีวิตประจำวันของคนเรา ส่วนมากจะเป็น “routine” เหมือนๆเดิมแทบทุกวัน โดยเฉพาะที่ทำงาน หรือที่เรียน เราปรับตัว ปรับพฤติกรรมให้เข้ากับ”สภาพแวดล้อม”ที่เราเจอ เราได้ฝึกการทำบางอย่าง ฝึกไปเรื่อยๆจนเก่ง และนานๆที กว่าจะได้เปลี่ยนงาน หรือเปลี่ยนสิ่งที่เรียน ให้เราได้เจอสิ่งใหม่ ทำสิ่งใหม่ๆ สำหรับบางคน อาจจะได้ทำสิ่งใหม่ๆอยู่เรื่อย แต่คนส่วนมากคงไม่ได้เป็นแบบนั้น และการเปลี่ยนแปลง มันมา”ช้า” เกินไป แต่มันไม่ได้หมายความว่าการที่เราอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบเดียว แล้วเราควรยอมรับสภาพนั้น บางทีเราควร”ฉีก” ตัวเองออกมาหาสภาพแวดล้อมอื่น ได้พบปะผู้คนใหม่ๆ ให้เราได้ลองสิ่งใหม่ๆ ได้รู้จักตัวเองมากขึ้น ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ความสามารถของเรา ในการทำสิ่งอื่นๆบ้าง โอกาสที่จะพาตัวเองออกมาจากสภาพแวดล้อมที่ซ้ำซากของเรามีหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการไปร่วมชมรม การรู้จักคนใหม่ๆ การทำอาชีพเสริม ฯลฯ ตอนที่นิกทำงานอยู่ปตท. ถึงแม้งานของนิกทำให้นิกได้แก้ปัญหา โจทย์ใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆอยู่เรื่อยๆ แต่ว่าสภาพแวดล้อม วัฒนธรรม คนที่เราเจอ สิ่งที่ตัวเองทำ วิธีปฏิบัติตน มันไม่ค่อยเปลี่ยนซักเท่าไหร่ นิกเลยหาประสบการณ์การเรียนรู้เพิ่มเติม โอกาสที่จะสนุกไปกับการเรียนรู้ ด้วยการหา “Playground” ของตัวเอง และสิ่งที่นิกเลือกในการพัฒนาตัวเองของนิกนอกที่ทำงาน คือการอาสาไปเป็นโค้ช กับ Asian Leadership… Continue reading Playground

“ความหลากหลาย”

ที่ Harvard Business School มีประเพณีซึ่งทำกันมานาน ซึ่งคือทุกปี จะมีงาน flag day ซึ่งให้ตัวแทนของทุกชาติในแต่ละห้อง ออกมานำเสนอเรื่องประเทศตัวเองสั้นๆ และแขวนธงของประเทศตัวเองไว้ในห้อง เป็นการแสดงความสำคัญของ’ความหลากหลาย’ หรือ ‘Diversity’ ของชั้นเรียน Diversity มันสำคัญยังไง มันแค่ไว้บ่งบอกว่า Harvard พร้อมที่จะสอนนักเรียนจากทั่วโลก ไม่ใช่แค่อเมริกา รึเปล่า? Harvard เชื่อว่า ศาสตราจารย์ ไม่มีทางฉลาดเท่านักเรียนทั้งห้อง’รวมกัน’ ซึ่งเป็นเหตุผลที่เลือกสอนด้วยวิธี case และการมีความหลากหลาย ก็บ่งบอกว่ามีความคิดที่หลากหลายขึ้น จากประสบการณ์ที่แตกต่างไปของแต่ละคน ทำให้มวลความรู้ของทั้งห้องเรียนเพิ่มขึ้น นอกจากนั้น ความหลากหลาย เป็นสิ่งที่พิสูจน์แล้ว ว่าสามารถทำให้ทีมทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากความรู้ ความถนัดของสมาชิกทีมที่แตกต่างกัน แต่แน่นอนว่าความหลากหลาย ทำให้ทีมทำงานร่วมกันได้ยากขึ้น จึงเป็นอีกเป้าหมายของ Harvard ที่จะให้นักเรียนสามารถ manage diverse teams ได้ดี เราคนเดียว ไม่สามารถคิดได้ทุกเรื่อง และการร่วมทีมกับคนที่ๆเหมือนๆกับเรา ถึงแม้จะสบายกว่า ทำงานด้วยกันได้ง่ายกว่า แต่ก็ไม่สามารถขยายความรู้ความสามารถของทีมได้มาก เพราะฉะนั้น… Continue reading “ความหลากหลาย”

นอกเรื่อง?

ที่ MBA ของ Harvard Business School เทอมแรก มี 6 วิชา: finance, FRC: financial reporting & control (accounting & CG), LEAD: Leadership, FIELD (soft skills), TOM: Technology and operations management และ Marketing มีเรียนหลายวิชา แต่ละวิชาก็มีเนื้อหาและความโดดเด่น’แตกต่าง’กันไป คลาสนึงเรียนวิชานึง คลาสต่อไปก็เปลี่ยนวิชา สลับๆกันไป เรารู้ว่าคลาสถัดไปต้องเตรียมเคสไหนไป ก็เตรียมไปให้พร้อม ก็ตาม’ปกติ’เนอะ แต่อยู่ๆ วันนึงมันไม่ปกติขึ้นมาน่ะสิ วิชา TOM ตั้งแต่คลาสแรก เจอเนื้อหา operations แบบ ‘technical’ สุดๆ เช่น Process flow diagram, utilization, cycle time… Continue reading นอกเรื่อง?

นำในแบบของเรา part.2

(ภาพประกอบเป็นเพียงตัวอย่าง บางมิติของลักษณะการนำ ไม่ใช่ว่าหาคำตอบแค่ 4 อย่างนี้พอ) Post ที่แล้ว ได้พูดถึงการหา’ลักษณะการนำ’ ที่เหมาะกับตัวเรา คราวนี้ เรามา’มอง’ตัวเอง ด้วยการ’ถาม’คำถาม สามอย่าง ที่เกี่ยวกับ การ’ประสบ’ (Experience – verb) ซึ่งในที่นี้รวมไปถึง’สิ่งที่เกิดขึ้น’ และ’ความรู้สึก’ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านั้น 1. เราประสบคนอื่นอย่างไร? 2. คนอื่นประสบเราอย่างไร? 3. คนอื่นประสบตัวเค้าเองอย่างไร เมื่ออยู่กับเรา? เราคงต้องถามคำถามหลายคำถาม เพื่อให้ได้คำตอบของสามคำถามนี้ เช่น เราคิดว่าเพื่อนที่ทำงานเราเป็นอย่างไร? เวลาเราพูด นายรู้สึกยังไง? ตอนที่เราไปเที่ยวกันเป็นกลุ่ม การที่มีเรากับไม่มีเรา มันแตกต่างกันอย่างไร? เป็นต้น สิ่งที่เราต้องทำในการรู้คำตอบพวกนี้มานั้นมันไม่ง่ายเลย แต่คำตอบที่ได้มาทั้งหมด จะช่วยให้เราเห็นมากขึ้นว่าลักษณะการนำที่เหมาะกับตัวเรา นั้นเป็นอย่างไร และเป็นก้าวที่’ขาดไม่ได้’ ในการเป็นผู้นำที่ดีขึ้น

นำในแบบของเรา part.1

‘ลักษณะการนำ’มีหลายประเภท แบบที่เข้มงวด หัวแข็ง สั่งการเด็ดขาด หรือแบบที่เน้นการทำงานร่วมกัน พยายามดึงศักยภาพในตัวลูกน้องให้ออกมา หรืออีกสารพัดแบบแล้วแต่ที่จะนึกได้ บางคนอาจจะคิดว่าลักษณะการนำต้องเป็น’แบบใดแบบหนึ่ง’ถึงจะดีที่สุด แต่ว่ามันก็แล้วแต่’สถานการณ์’ ไม่มีลักษณะการนำแบบไหน ที่จะดีทุกสถานการณ์ สิ่งที่เราควรทำ ก็คือ’มองตัวเอง’ และหาคำตอบว่าเราเป็นผู้นำแบบไหน เพื่อที่เราจะได้เลือกที่จะเป็นผู้นำในสถานการณ์ที่จะ ‘เหมาะ’ กับลักษณะการนำที่เข้ากับเรา ถ้าเรายังหาคำตอบไม่ได้ ว่าตัวเราเหมาะกับลักษณะไหน เราก็ต้อง’ทดลอง’ทำสิ่งใหม่ๆเพิ่มขึ้น และคอยมองตัวเองใหม่ และเมื่อเรา’เข้าใจ’ตัวเอง เราก็สามารถพัฒนาตัวเอง ให้ใช้ลักษณะการนำหลายรูปแบบมากขึ้น หรือพัฒนาตัวเอง ให้สามารถใช้ลักษณะการนำแบบใดแบบหนึ่ง ให้ดีขึ้นไปอีก ถ้าเริ่มต้นไม่ถูกว่าจะมองตัวเองยังไงดี อาทิตย์หน้ามีเทคนิคง่ายๆ ให้ลองทำกัน    

want – อยากได้

“เมื่อไหร่จะตั้งใจเรียน?” “เมื่อไหร่จะผอม?” “เมื่อไหร่จะทำabcเสร็จซักที?” ทุกคนคงเคยถามคำถามอะไรแบบนี้กับตัวเอง และก็แน่นอนว่าเคยได้ยินคนรอบตัวบ่นอะไรประมาณนี้เช่นกัน ถึงแม้คิดว่าเราตั้งเป้าหมายอยากทำมันให้ได้ และเราก็’เริ่ม’ทำอะไรหลายๆอย่างให้ไปสู่เป้าหมายแล้ว แต่พอผ่านไปซักพัก เราก็ไม่ค่อยตั้งใจทำสิ่งที่จะให้ไรไปสู่เป้าหมายนั้น แล้วพอมีแรงบันดาลใจ ก็เริ่มใหม่ แต่ทุกอย่างก็วนกลับตามรูปแบบเดิม ผลก็คือ ‘ทำไม่ได้ซักที’ ทุกคนเคยมีประสบการณ์แบบนี้แหละ แต่หลายๆคนคงไม่เคยถามกับตัวเองว่า เรา’อยาก’ได้สิ่งที่เราตั้งเป้าหมายไว้จริงๆเหรอ ยกตัวอย่าง เรื่องเรียน คนที่อยากจะเรียนเก่ง แต่ทำไม่ได้ซักที ไม่ได้แปลว่าเราไม่ฉลาด แต่อาจจะเป็นเพราะตัวเรารู้สึกว่าเราควรเรียนเก่ง แต่ไม่ได้รู้สึก’อยาก’จะเรียนเก่งขนาดนั้น มันก็เลยไม่มี’แรง’ทำเป้าหมายให้สำเร็จ ความ’อยาก’มันเป็น ‘แรง’ให้เรามุ่งมันทำเป้าหมายให้เราสำเร็จ ถ้าเราขาดความอยาก พยายามต่อไปก็ไม่เกิดผล บางทีสิ่งที่ดีกว่าก็คือการ’เปลี่ยนเป้าหมาย’ของเราเป็นอย่างอื่น